[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 1.50
  
  
 
  

Username :
Password :
[ สมัครสมาชิก ] | [ ลืมรหัสผ่าน ]

  
ชื่อ

URL or Email


ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ข้อความ

Close
:) :D :(
:o :p ;)
:| x( :~
(Smilies)





  
พระพุทธองค์ทรงแย้มพระสรวล  
 

เวลาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแย้มพระสรวลนั้นสงฉัพพรรณรังสีจะปรากฏออกจากพระโอษฐ์ (มีสีน้ำเงิน เหลือง แดง ขาว เลือดหมู ผลึก และเงินยวง)
แผ่ซ่านสู่เบื้องบนและเบื้องล่าง รัศมีที่ทอลงล่างจะเข้าสู่นรกขุมต่างๆ มีสัญชีวะ กาลสูตร สังฆาตะ เรารุวะ มหาเรารุวะ ตะปะนะ ประตาปนะ และอเวจีเป็นที่สุด

โดยที่แสงนี้อบอุ่น ช่วยให้นรกที่หนาวได้กลายเป็นเย็น และแรง เมื่อแสงนี้เย็นแล้วจักลงสู่นรกร้อนด้วยวิธีการดังกล่าว สัตว์นรกที่ถูกทรมานก็จะรู้สึกเบาบางลง

จนพากันแปลกใจว่า “อะไรเกิดขึ้นหนอ เราออกพ้นจากที่นี่แล้วหรือ ความทุกข์ทรมานของเราหมดสิ้นลงแล้ว หรือว่าเราได้ไปเกิดใหม่อีกแล้ว”

และเพื่อที่จะให้สัตว์นรกได้เกิดศรัทธา พระผู้มีพระภาคจึงทรงเนรมิตพระปฏิมาของพระองค์ขึ้น

เพื่อให้สัตว์นรกต่างก็พากันคิดว่า “เรายังไม่ได้ไปไหนดอก เรายังไม่ได้ไปเกิดใหม่ที่อื่นดอก แต่ท่านที่เราเห็นรูปอยู่นี้เอง แม้เราจะไม่เคยเห็นท่านมาก่อน

แต่โดยอำนาจของท่าน ช่วยให้ทารุณกรรมของเราเบาบางลง”

เมื่อคิดนึกถึงพระรูปปาฏิหาริย์แห่งพระพุทธเจ้าวกเขาพากันสงบและเปี่ยมไปด้วยศรัทธาช่วยลดวิบากกรรมอันทรมานอยู่ในนรกให้น้อยลง

แล้วได้ไปเกิดในเทวนิกายหรือในหมู่มนุษย์จนอาจเข้าได้ถึงสัจธรรมสำหรับรัศมีที่พุ่งขึ้นเบื้องบนนั้นได้เข้าสู่สวรรค์ชั้นต่างๆ ดังนี้ คือ จาตุมหาราชิกะ ดาวดึงส์

ยามะ ดุสิต นิมมานนรดี ปรนิมมิตวสวัตดี พรหมกายิกะ พรหมปุโรหิตะ มหาพรหม ปรีตตศุกะ อปรมาณตภะ อาภาสวระ ปรีตตศุภะ อปรมาณศุภะ ศุภกฤตสนะ

อนภรกะ ปุณยปรสวะ พฤหตผละ อพฤหะ อตปะ สุทฤศะ สุทัศนะ จนถึงอกนิษฐะเป็นที่สุด ทุกแห่งหนเทวดาและพรหมพากันประกาศสัจธรรมใน

ข้อที่ว่าด้วยอนิจจลักษณะ ทุกขลักษณะ อนัตตลักษณะ และศูนยตา ดังบาทคาถาคู่นี้

 

เริ่มเดี๋ยวนี้ ออกจากเหย้าเรือน เพื่อปฏิบัติธรรมตามศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอาชนะกองทัพของมัจจุราช

ดังคชสารกระทืบกระท่อมมุงจากให้พินาศไปฉะนั้นฯ

ใครที่ออกบวชเพื่อพระธรรมและพระวินัย ย่อมเข้าได้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ และสลัดออกได้จากวงวัฏฏะแห่งการเวียนกลับมาเกิดอีกฯ

เมื่อพระรัศมีได้แผ่ไปทั่วทั้งตริสาหัสรมหาโลกธาตุ (คือแสนมหาโลกธาตุ ครบด้วยสาม = ทั่วทุกสกลจักรวาล) แล้วก็กลับคืนสู่พระวรกายของพระพุทธองค์

ถ้ามีพระพุทธประสงค์จะทรงเผยถึงอดีตชาติแสงจะกลับคืนเข้าทางเบื้องหลังของพระองค์

ถ้าจะทรงมีพระพุทธพยากรณ์ถึงอนาคตแสงจะคืนกลับเข้าทางเบื้องหน้า ของพระองค์

ถ้าจะทรงพยากรณ์ถึงสัตว์นรกที่จะเกิดขึ้นใหม่แสงจะกลับเข้าทางเบื้องฝ่าพระบาท

ถ้าจะตรัสพยากรณ์ถึงเดรัจฉานที่จะเกิดใหม่แสงจะกลับเข้าทางเบื้อง ส้นพระบาท

ถ้าจะทรงพยากรณ์ถึงเปรตที่จะเกิดใหม่ แสงจะกลับเข้าทางเบื้องนิ้วพระบาท

ถ้าจะทรงพยากรณ์ถึงมนุษย์ที่จะเกิดใหม่แสงจะกลับเข้าทางพระชงฆ์

ถ้าจะทรงพยากรณ์ถึงพระมหากษัตริย์ ผู้จะทรงได้เป็นพลจักรพรรดิ แสงจะกลับคืนเข้าทาง พระหัตถ์ซ้าย

ถ้าจะทรงพยากรณ์ถึงพระมหากษัตริย์ผู้จะทรงได้เป็นพระจักรพรรดิราช แสงจะกลับเข้ามาทางพระหัตถ์ขวา

ถ้าจะทรงพยากรณ์ถึงเทวดาที่จะกลับมาเกิดใหม่ แสงจะกลับเข้าทางเบื้องพระครรภ์

ถ้าจะทรงพยากรณ์ถึงพระสาวกที่จะได้ตรัสรู้ แสงจะกลับเข้าทางเบื้องพระโอษฐ์

ถ้าจะทรงพยากรณ์ถึงการตรัสรู้ของพระปัจเจกพุทธเจ้า แสงจะกลับเข้าทางพระอุณาโลม

ถ้าจะทรงพยากรณ์ถึงการตรัสรู้แห่งองค์พระสัมมา สัมพุทธเจ้า แสงจะกลับเข้าทางเบื้องพระอุณหิศ


ในกรณีของเรานี้ พระรัศมีกระทำปทักษิณรอบองค์พระผู้มีพระภาคถ้วนสามวาระแล้วกลับคืนเข้าสู่พระวรกายทางด้านพระหัตถ์ซ้าย

พระอานนท์เถรเจ้ากระทำอัญชลีพลางกราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เวลาพระตถาคตเจ้าทรงแย้มพระสรวลนั้น จะต้องมีเหตุมีผล

ขอได้ทรงพระกรุณาประทานอรรถาธิบายด้วยเถิด”พระเถรเจ้าได้พรรณนาเป็นคาถาว่า

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายทรงสิ้นแล้วซึ่งอติมานะ ทรงเป็นอิสระจากกิเลสและตัณหาฯ


ทรงเข้าถึงเหตุอันสูงสุดในโลก ทรงเป็นพระผู้พิชิตมารโมลี เวลาพระตถาคตเจ้าทรงแย้ม พระสรวลย่อมมีเหตุผลที่ดีเสมอโดยพระสรวลประเสริฐกว่าสังข์หรือดอกบัวฯ


ข้าแต่พระมหาวีระ พระมหาสมณะ ผู้ทรงชำนะอย่างยิ่ง พระองค์ทรงแสดงปริศนาอันวิเศษ เป็นเหตุให้บรรดาสาวกสงสัยฯ


ขอพระจอมมุนี โปรดให้สาวกคลายความสงสัย ขอได้โปรดตรัสอย่างมั่นคง อย่างกระจ่าง และอย่างวิเศษฯ

พระผู้ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์ พระพุทธพจน์นั้นดุจฟ้าคำราม แต่ละองค์ที่ปรากฎออกมาสง่ายิ่งกว่าโคถึกฯ

ขอได้โปรดตรัสพยากรณ์ด้วยเถิด ว่าการถวายทานด้วยผงธุลีจะมีผลเป็นประการใดฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า“ดูกร อานนท์ถูกต้องแล้วที่

พระตถาคตอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์นั้น ย่อมไม่ทรงพระสรวลโดยเปล่าประโยชน์ แต่ละพระองค์ทรงแย้มพระสรวลเพราะมีเหตุและมีผล อานนท์

เธอเห็นเด็กเอาธุลีหนึ่งกำมือโยนลงบาตรของตถาคตหรือไม่”

“ข้าพระองค์เห็นอยู่ ภทันตะ”

“อานนท์ ด้วยกุศลกรรมอันนี้แล ร้อยปีแต่ที่ตถาคตปรินิพพานแล้ว เด็กคนนี้จะได้เป็นพระราชา ทรงพระนามว่าอโศก ในนครปาฏลีบุตร

จะทรงเป็นธรรมิกธรรมราชาจะทรงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้ครอบครองทวีปทั้งสี่และจะทรงแจกสารีริกธาตุแห่งเราไปทั้งทางกว้างและทางไกลและ

จะได้ทรงสร้างธรรมราชิกเจดียสถานแปดหมื่นสี่พันองค์ ที่ทรงบำเพ็ญราชกรณียะทั้งหมดนี้ ก็เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน” แล้วทรงมีพระวาจาเป็นคาถาว่า

"หลังจากที่เราล่วงลับไปแล้ว จักมีพระจักรพรรดิทรงพระนามว่าอโศก และพระเกียรติยศจักขจรขจายไปทั่วฯ"

พระองค์จะเอาสารีริกธาตุแห่งเราประดิษฐานทั่วชมพูทวีป เพื่อเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจะได้บูชาสักการะฯ

บุญกุศลของพระองค์นั้นเกิดจากที่ได้นำธุลีมาใส่บาตรตถาคตในบัดนี้นั่นเองฯ
 

ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงประทานผงธุลีแด่ท่านพระอานนท์พลางตรัสว่า “เอาฝุ่นผงนี้ประสมกับมูตรโคแล้วเอาทาทางสำหรับตถาคตเดินจงกรม”

พระอานนท์ได้ทำถวายตามพระพุทธดำรัสทุกประการ
 

 


  
เพ็ญพุธประจวบฯ
ผู้ดูแลระบบ อนุภาพ พูลสวัสดิ์